ที่นี้เอง คือที่ตั้งของพระราชวังบนยอดเขา ที่หากใครได้มาเมืองเพชรบุรีจะต้องพบเห็น เป็นโบราณสถานเก่าแก่ที่มีความสำคัญคู่เมืองเพชรบุรี ที่นี่คือ  “พระนครคีรี”  ที่ชาวเมืองเพชรเรียกว่า “เขาวัง”   

 พระนครคีรี สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2402  เป็นพระราชวังในหัวเมืองแห่งแรกในสมัยรัตนโกสินทร์ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 โปรดมาประทับ  เพราะมีธรรมชาติสวยงาม  อากาศดี  ตั้งอยู่บนยอดเขาใหญ่ 3 ยอด  เดิมมีชื่อว่า เขาสะหมน  ต่อมาพระราชทานนามใหม่ว่า “เขามหาสวรรค์” โดยโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง  บุนนาค) เป็นแม่กองควบคุมการก่อสร้างพระนครคีรีแห่งนี้

  

หมู่พระที่นั่งต่างๆนั้น  ตั้งอยู่บนยอดเขาทิศตะวันตก เป็นหมู่พระที่นั่งที่ผสมผสานสถาปัตยกรรมตะวันออกแบบไทยและจีนกับสถาปัตยกรรมตะวันตกแบบนีโอคลาสสิค  เนื่องจากในสมัยรัชกาลที่ 4  เป็นเวลาที่เมืองไทยเริ่มปรับตัวให้ทันสมัยแบบตะวันตก  ในขณะที่ความนิยมสถาปัตยกรรมแบบจีนในรัชกาลที่ 3 ก็ยังคงมีอยู่  เมื่อนำมาผสมผสานกันจึงได้รูปแบบสถาปัตยกรรมอันงดงามแปลกตา โดยมีชื่อคล้องจองกันทุกองค์  ดังนี้

- พระที่นั่งเพชรภูมิไพโรจน์

- พระที่นั่งปราโมทย์มไหสวรรย์

- พระที่นั่งเวชยันต์วิเชียรปราสาท

- พระที่นั่งราชธรรมสภา

- พระตำหนักสันถาคาร

และ หอชัชวาลเวียงชัย

ยอดเขากลางเป็นที่ตั้งของพระธาตุจอมเพชร  ที่เดิมเป็นเจดีย์ขนาดเล็กอยู่ในวัดอินทคีรี  ซึ่งเป็นวัดร้างบนยอดเขาสะหมน  พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงให้บูรณะซ่อมแซมโดยสร้างเจดีย์ใหญ่ครอบเจดีย์เดิมพร้อมบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ภายใน  พระราชทานนามว่า  “ พระธาตุจอมเพชร” เป็นเจดีย์คู่บ้านคู่เมืองของชาวเพชรบุรี

 

บนยอดเขาทิศตะวันตก  เป็นที่ตั้งของ “วัดพระแก้วน้อย”  เป็นวัดประจำพระราชวัง ไม่มีพระภิกษุจำพรรษา  พระอุโบสถขนาดย่อมหน้าบันเป็นลายปูนปั้นรูปมงกุฎอันงดงาม  ฝีมือสกุลช่างเมืองเพชร   ด้านหลังมีเจดีย์ เรียกว่า “ พระสุทธเสลเจดีย์ ”  สร้างด้วยหินแกรนิตสีเทาอมเขียวที่เกาะสีชังแล้วรื้อลงเรือมาประกอบใหม่บนยอดเขานี้   ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ 

  

ใกล้กับวัดพระแก้วน้อยบนยอดเขาทิศตะวันออก  เป็นที่ตั้งของ “พระปรางค์แดง”  ชาวบ้านเรียกว่า  “เจดีย์แดง”   ซึ่งแต่เดิมพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวดำริให้ไปรื้อปราสาทตาพรหม  ที่เมืองเสียมราฐมาไว้บนยอดเขานี้  แต่ภายหลังได้ทรงระงับเสีย  เป็นเพียงไปจำลองแบบย่อส่วนมาสร้างไว้แทน   การที่ทาสีแดงทั้งองค์สันนิษฐานว่า เพื่อเลียนสีธรรมชาติของศิลาแลงที่นิยมใช้สร้างปราสาทเขมรนั่นเอง

ขณะเดินเที่ยวชมเขาวัง  สองข้างทางมีต้นลั่นทมจำนวนมากอายุเก่าแก่นับร้อยปี  ออกดอกบานสะพรั่งส่งกลิ่นหอมทั่วทั้งเขาวัง  เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดต้นลั่นทมมาก  ในเวลาที่ดอกลั่นทมร่วงจะคล้ายกับหิมะตกในต่างประเทศ

พระนครคีรี นอกจากจะเป็นพระราชวังที่มีความงดงามแล้ว  ยังเป็นพิพิธภัณฑ์และอุทยานประวัติศาสตร์ ที่รวบรวมมรดกทางวัฒนธรรมให้ได้ศึกษาเรียนรู้ ทั้งทางด้านประวัติศาสตร์  สถาปัตยกรรมและประเพณีวัฒนธรรม นับว่าหากได้มาที่นี่แล้ว  จะไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน

ร่วมให้กำลังใจทีมลวดลายศิลป์ ในการประกวดทำคลิปวีดีโอนำเที่ยวเขาวัง (พระนครคีรี) กันได้นะครับ   เพียงกด Like คลิปวีดีโอของทีมลวดลายศิลป์ ตามลิ้งค์ที่อยู่ข้างล่างนี้ พร้อมทั้งแชร์ให้เพื่อนๆได้ชมกันนะครับ

www.facebook.com/photo.php?v=10150907011198426

 

 

และแล้วเรื่องราวการเดินทางเที่ยววัดเก่าในเมืองนนท์ก็มาถึงตอนสุดท้ายแล้วเสียที

ตอนนี้เรามาเริ่มกันที่วัดบางขนุนกันก่อนเลย  วัดนี้อยู่ที่ตำบลบางขนุน  อำเภอบางกรวย  จังหวัดนนทบุรี  เป็นวัดโบราณสร้างขึ้นในสมัยอยุธยา  ในอดีตวัดบางขนุนคงจะรุ่งเรืองมาก  เพราะได้พบสมุดไทยเป็นจำนวนมาก  ที่สำคัญคือ  สมุดไทยฉบับรัชกาลที่ 1 พ.ศ. 2330 มีจิตรกรรมเรื่องทศชาติชาดกที่งดงามมาก  ภายในพระอุโบสถมีจิตรกรรมฝาผนังภาพเทพชุมนุมและพุทธประวัติที่งดงาม

นอกจากนี้ภายในศาลาการเปรียญของวัดยังมีธรรมมาสน์และสังเค็ดของให้ได้ชมด้วย  โดยที่ธรรมมาสน์จะมีไว้เพื่อให้พระสงฆ์ขึ้นเทศน์  แต่สังเค็ดจะมีไว้เพื่อให้พระสงฆ์ขึ้นสวดครับ

 

 

และวัดสุดท้ายที่เราจะมาชมกันนั่นก็คือ  วัดโพธิ์บางโอครับ

วัดแห่งนี้ตั้งอยู่ริมคลองบางกอกน้อย  ที่บ้านบางกรวย  ตำบลวัดชะลอ  อำเภอบางกรวย  จังหวัดนนทบุรี  ตามตำนานกล่าวว่าสร้างขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าเสือ (พ.ศ.2246-2251)ของกรุงศรีอยุธยา  วัดนี้ได้มีการบูรณะในสมัยรัชกาลที่ 3 โดยมอบให้กรมหลวงเสนีบริรักษ์ (ต้นตระกูลเสนีวงศ์)  โอรสในเจ้าฟ้ากรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์ กรมพระราชวังหลัง เป็นผู้บูรณะ  วัดนี้จึงมีอีกชื่อหนึ่งว่าวัดโพธิเสนีครับ

อุโบสถของวัดนี้หลังคามุงด้วยกระเบื้องดินเผา  หน้าบันจำหลักลายนารายณ์ทรงครุฑ  ลายกนกคาบเครือเถาออกรูปเทพพนมและยักษ์  ซุ้มประตูทรงบันแถลง  ที่ผนังด้านหลังของพระอุโบสถมีพระพุทธรูปปางเลไลยก์ปูนปั้น

และภายในยังมีจิตรกรรมภาพพุทธประวัติ  ภาพปริศนาธรรมและ ท่าจับในรามเกียรติ์ให้ท่านได้ชื่นชมความงดงามอีกด้วยครับ

 

สำหรับในจังหวัดนนทบุรีนั้น  ยังมีวัดเก่าที่ยังหลงเหลือร่องรอยของอดีตไว้ให้ได้ศึกษาอีกมากมาย  ถึงแม้บางสิ่งบางอย่างอาจสูญหายไปกับกาลเวลาด้วยเหตุต่างๆ  แต่หากคนในรุ่นปัจจุบันมีความหวงแหนและรักษาสิ่งเหล่านี้เอาไว้ให้คงอยู่  ภูมิปัญญาที่คนในอดีตได้สร้างไว้ย่อมที่จะสามารถสืบทอดไปให้คนรุ่นหลังได้อย่างแน่นอนครับ

                            บางอ้อยช้างโอ้ช้างที่ร้างโขลง       มาอยู่โรงรักป่าน้ำตาไหล

                พี่คลาดแคล้วแก้วตาให้อาลัย                     เหมือนอกไอยราร้างฝูงนางพัง

                                                                                           จากนิราศพระประธม  ของสุนทรภู่   

ที่เริ่มด้วยกลอนบทนี้ เพราะวันนี้เราจะมาที่บางอ้อยช้้าง  มาชมวัดบางอ้อยช้างกันครับ

วัดบางอ้อยช้าง  ตั้งอยู่ในซอยบางกรวย-ไทรน้อย 29  ถนนบางกรวย-ไทรน้อย  ตำบลบางสีทอง  อำเภอบางกรวย  จังหวัดนนทบุรี  ด้านตะวันตกของวัดติดกับคลองบางกอกน้อย

วัดบางอ้อยช้างสร้างขึ้นประมาณ  พศ. 2304  ในสมัยอยุธยา  เข้าใจว่าชาวบ้านบางอ้อยช้างร่วมกันสร้างขึ้น  แล้วขนานนามวัดตามชื่อหมู่บ้าน  เพราะแต่เดิมบริเวณดังกล่าวมีต้นไม้ที่ชาวบ้านเรียกว่า “อ้อยช้าง”  มากมาย  หมู่บ้านดังกล่าวจึงมีนามว่า “บ้านบางอ้อยช้าง” และได้เป็นนามของวัดครับ

เอ๊ะ....แล้วต้นอ้อยช้างมันคืออะไรกันหล่ะ

ต้นอ้อยช้าง  เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่  สูงราว 8-15  เมตร  ลำต้นตรง  เปลือกนอกสีน้ำตาลปนเทา  กิ่งอ่อนมีขนปกคลุม  ลำต้นมีร่องเล็กๆ  ตามยาว  ใบเป็นใบประกอบแบบขนนนก  ปลายใบแหลมโคนใบมน  ขอบใบเรียบ

 

            

 

ขอบคุณภาพจาก:http://www.gotoknow.org/blogs/posts/434626

อ้อยช้างมีประโยชน์หลายอย่าง  เช่น  ส่วนของรากซึ่งเป็นกระปาะใหญ่เก็บสระสมน้ำไว้จำนวนมาก  น้ำในรากสามารถนำมาดื่มแก้กระหายได้  เปลือกใช้ทำที่รองหลังช้าง  ใช้ฟอกหนังสัตว์  สำหรับสรรคุณทางยานั้น  เปลือกใช้เป็นยาสมานแผล  แก้อาการปวดฟัน  แก้ธาตุพิการและอ่อนเพลีย  แก้ฝี  โรคเรื้อน  โรคผิวหนัง  และแก้เจ็บตา  แก่นมีรสหวาน  แก้เสมหะ  บรรเทาอากากระหายน้ำ  ชุ่มคอ  รากใช้เข้าตำรับยา  เพื่อชูรสยาในตำรับนั้นๆ

 

เรื่องเล่าในท้องถิ่นเล่ากันว่า  บ้านบางอ้อยช้างเป็นหนึ่งในสามชุมชนที่รวบรวมเสบียงเวลาที่เกิดศึกสงครามร่วมกับทัพหลวง  รวมถึงส่งชายฉกรรจ์ในพื้นที่ไปร่วมรับใช้ชาติร่วมกับกองทัพของสมเด็จพระเจ้าตากสินในการกู้แผ่นดิน  ทำให้มีการสร้างอนุสาวรีย์พระเจ้าตากสิน  ไว้ที่วัดแห่งนี้ด้วย  และชุมชนบางอ้อยช้างนี้  ยังเป็นที่รักษาพยาบาลทั้งคนและสัตว์ที่ใช้เป็นพาหนะในสมัยนั้นด้วย

 

พิพิธภัณฑ์วัดบางอ้อยช้าง  ก่อตั้งขึ้นโดยพระครูนนทวัตร  วิบูลย์ อดีตเจ้าอาวาสวัดบางอ้อยช้าง  เพื่อเก็บรักษาโบราณวัตถุที่มีในวัดและชุมชนบางอ้อยช้าง  เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ให้แก่ประชาชนทั่วไป  โดยได้ใช้พื้นที่เดิมของหอฉันที่เป็นเรือนไม้เก่าแก่กว่า 100 ปี มาดัดแปลงทำเป็นพิพิธภัณฑ์

สิ่งของที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีมากมาย  เช่น

โต๊ะเรียนในอดีต

 

 

สมุดภาพสมัยอยุธยา

ตู้พระธรรมลายรดน้ำ

     

 

ภาพลายรดน้ำที่อยู่บนตู้พระธรรม

คัมภีร์ต่างๆ ที่เก็บไว้ภายในตู้พระธรรม

ภาพเขียนของขรัวอินโข่งก็ปรากฏอยู่ที่นี่ด้วย

ศาลาการเปรียญวัดบางอ้อยช้างคงมีมาแต่เดิม  แล้วมาบูรณะใหญ่ในปี พ.ศ. 2480  ดังที่มีจารึกปรากฏอยู่  เพดานศาลาการเปรียญทำเป็นลายปิดทองบนพื้นสีน้ำเงินและน้ำตาล  ที่เพดานห้องกลางเขียนภาพรอยพระพุทธบาท  ที่คอสองของศาลาการเปรียญมีภาพจิตรกรรมพุทธประวัติตอนปรินิพพาน  นอกจากนี้ภายในศาลาการเปรียญวัดบางอ้อยช้างยังมีธรรมมาสน์ ซึ่งกำหนดอายุในราวปลายอยุธยา – ต้นรัตนโกสินทร์  โดยปัจจุบันได้รับการบูรณะซ่อมแซมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

 

วัดบางอ้อยช้างเป็นวัดที่เงียบสงบ  นอกจากได้ไหว้พระทำบุญแล้วเรายังได้มาศึกษาความเป็นมาของท้องถิ่นผ่านวัตถุโบราณที่จัดแสดง  ชื่นชมกับธรรมชาติริมคลองบางกอกน้อย  นับว่าคุ้มค่ามากเลยทีเดียวครับ

 

edit @ 28 Mar 2012 17:49:14 by NutWarakorn